Rev. Somsak Choochong's retirement

Monday, 21 September 2009 21:17 administrator
Print PDF

students

 

ศาสนาจารย์สมศักดิ์ ชูสงฆ์ภรรยาชื่อ: อ.ดารณี  ชูสงฆ์  มีลูกสาว 2 คน คุณจิราพร ชูสงฆ์ (จอย), คุณอมรรัตน์  ชูสงฆ์ (จูน) 

ปัจจุบันทำหน้าที่ ที่ปรึกษาผู้อำนวยการวิทยาลัยพระคริสตธรรมพะเยา  และเทศนาคริสตจักรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ

ข้อพระคัมภีร์ :    เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และการตายก็ได้กำไร (ฟป 1:21)

 ผมเองมารู้จักพระเจ้า หลังจากที่ผมเองพยายามแสวงหาคำตอบของชีวิต เพราะผมมี คุณปู่ ซึ่งเป็นหมอผี และผีได้เลือกผมให้เป็นหมอผีเพื่อสืบทอดตำแหน่งต่อจากคุณปู่   ช่วงที่ผมมาอยู่กับคุณปู่ ต้องมาเรียนรู้เกี่ยวข้องกับเรื่องวิญญาณและไสยศาสตร์ ได้พบความจริงอย่างหนึ่งว่า คุณปู่ผมไม่ได้มีอำนาจเหนือผี แต่กลายเป็นเครื่องมือของวิญญาณชั่ว เมื่อผมจบมัธยมปลาย คุณปู่ผมเสียชีวิตและได้มอบตำแหน่งหมอผีให้ผมรับผิดชอบแทน  เมื่อผมปฏิเสธไม่ยอมเป็น ผีก็เข้าสิงป้าคนหนึ่ง แล้วชี้นิ้วใส่ผมพูดว่า ถ้าภายในอายุ 21 แกยังไม่ยอมเป็นหมอผีอีก แกจะต้องตาย”  ผมไม่ยอมเป็นหมอผีแต่ยอมที่จะตายมากกว่า  แต่ก่อนตายอยากหาความสุขให้กับตัวเอง ก็นั่นเป็นเหตุให้ผมกลายเป็นคนติดยาเสพติด ติดการพนัน ติดเหล้า คิดว่า นั่นเป็นคำตอบให้ชีวิต แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นคำตอบอย่างแท้จริงตรงกันข้ามกลับกลายเป็นว่าชีวิตต้องรับความทุกข์กว่าเดิม เพราะไม่สามารถจะเลิกสิ่งเสพติดเหล่านั้นได้และในเวลาเดียวกันก็รู้ว่าชีวิตกำลังสั้นลง   สุดท้ายคุณตาก็แนะนำให้ไปบวชเณรเพื่อจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมมะ และได้ฝึกนั่งวิปัสสนาเพื่อจะทำให้ใจสงบ และมีความสุขในชีวิตก่อนตายที่จริงสิ่งเหล่านั้นถ้าเราปฏิบัติจริงๆก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้ชั่วขณะหนึ่งเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่แต่เมื่อคิดถึงชีวิตหลังจากตายเราไม่สามารถมีความมั่นใจเกี่ยวกับชีวิตหลังจากตายที่เราจะได้ไปอยู่สวรรค์

ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้เริ่มอิษฐานหลังจากสวดมนต์ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกได้ทรงโปรดบันดาลให้ผมพบคำตอบของชีวิตหลังจากตาย ผมได้สอนในวัดพรรษาหนึ่ง เราะผมเป็นเณรองค์เดียวในวัดที่ได้นักธรรมจึงได้สอนเทศน์ช่วงเข้าพรรษา ตลอดเวลาขณะที่สอนอยู่นั้นผมรู้สึกละอายใจ เพราะสอนคนอื่นให้ทำดีได้ แต่ตัวเองทำไม่ได้ และยิ่งรู้ว่าเมื่อตัวเองกำลังจะตายคงไม่ได้ไปสวรรคื ด้วยเหตุนี้เองเมื่อผมสึกออกมาจึงตะลอนๆหาความสุขในช่วงชีวิตสุดท้ายก่อนตายพอดีก็ไปได้ยินเรื่องของพระเยซูคริสต์ที่โรงพยาบาลคริสเตียนมโนรมย์ ในจังหวัดชัยนาท ว่าพระเยซูคริสต์มีฤทธิ์อำนาจสามารถยกบาปด้ ผมลองพิสูจน์อำนาจโดยไม่ได้สวดมนต์ถึงพระ และไม่ท่องคาถาถึงผี ปกติก่อนนอนผมจะต้องทำอย่างนั้น ถ้าผมไม่ทำวิญญาณชั่วจะมารบกวนผมทั้งคืน คาถาที่ผมท่องนั้นเป็นภาษาเขมรซึ่งคุณปู่ผมไปเรียนทางไสยศาสตร์จากเขมรและสอนให้ผมท่อง ซึ่งคาถานั้นมีความว่า ข้าพเจ้ายอมจำนนแล้ว อย่ามารบกวนข้าพเจ้าเลย ที่จริงถ้าพูดตามตรงใจไม่ยอมจำนนแต่ปากต้องพูดอย่างนั้นมิฉะนั้นมันจะรบกวนเราทั้งคืน คืนนั้นผมลองพิสูจน์อำนาจของพระเยซู โยอิษฐานต่อพระองค์เท่านั้นดดยพูดว่า ถ้าพระองค์มีฤทธิ์อำนาจสามารถยกบาปได้ ขอสำแดงให้ผมเห็นคืนนี้ โดยปกป้องคุ้มครองพิทักษ์รักษาผมให้พ้นจากการรบกวนของวิญญาณชั่ว คืนนั้นผมหลับสบายวิญญาณชั่วรบกวนผมไม่ได้ นั่นเป็นสิ่งที่ผเริ่มแสวงหา และอยากรู้จักพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นใคร สุดท้ายก็ได้รับคำแนะนำจากมิชชั่นนารีให้ไปร่วมประชุมกับกลุ่มอนุชนคริสเตียนขณะที่ไปประชุมนั้นนักเทศน์พูดถึงว่าลักษณะของพระผู้ช่วยให้รอดที่สามารถช่วยเราได้ต้องมีลักษณะอย่างน้อย 4 ประการด้วยกันคือ

 

 

    1.    เขาต้องไม่เกิดจากเชื้อของผู้ชาย ถ้าเกิดจากเชื้อของผู้ชายทุกคนก็เป็นคนบาปทั้งหมด เมื่อเป็นคนบาปเขาต้องรับค่าจ้างของความบาปของเขา คือความตาย นี่เป็นเหตุที่มนุษย์ทุกคนที่เกิดจากเชื้อของผู้ชายจึงตายหมดทุกคน มีแต่พระเยซูคริสต์ผู้เดียวที่เกิดจากหญิงสาวพรหมจารีที่ไม่ได้สมสู่กับผู้ชาย แต่ได้เกิดโดยเดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าตามคำสัญญาทีพระเจ้าได้สัญญาไว้ตั้งแต่มนุษย์คู่แรกล้มลงในบาป ปฐก.3:15

   2.    ผู้ที่จะช่วยเราได้นั้นต้องมีชีวิตบริสุทธิ์ และพระเยซูคริสต์ผู้เดียวเท่านี้นที่มีชีวิตที่บริสุทธิ์ และไม่เคยทำบาปเลยตลอดชีวิตของพระองค์ นั่นก็เป็นปกติของพระองค์ที่ได้เกิดจากพระวิญญาณของพระเจ้า พระองค์จึงมีชีวิตที่บริสุทธิ์

   3.    ผู้ที่จะช่วยเราได้นั้นต้องมีอำนาจเหนือผีมารซาตาน และพระเยซูคริสต์ผู้เดียวที่ได้สำแดงฤทธิ์อำนาจในขณะที่พระองค์ได้อยู่ในโลกนี้ ดดยสำแดงอำนาจเหนือผีมารซาตาน พระองค์เองมีอำนาจเหนือโรคภัยไข้เจ็บ โวยรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย ช่วยคนตายให้ฟื้น ช่วยคนง่อยให้เดินได้และมีอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่นเดินบนน้ำทะเล ห้ามลมพายุ และทำการอัศจรรย์อีกมากมายซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่มีใครสามารถทำได้อย่างพระองค์

   4.    ผู้ที่ช่วยเราให้รอดได้นั้นต้องมีชีวิตอยู่ พระเยซูคริสต์ได้ตายจริงๆ ไม่ใช่เพราะบาป แต่เพราะพระองค์ยอมตายเพื่อไถ่บาปของทุกคนที่เชื่อและต้อนรับพระองค์ แต่เมื่อพระองค์ตายแล้วได้ 3 วัน พระองค์ก็ได้เป็นขึ้นมาจากความตายตามคำสัญญาของพระองค์ และอยู่กับสาวกเป็นเวลา 40 วัน หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงเสด็จขึ้นไปบนสวรรค์ทั้งเป็น และสัญญาว่าจะกลับมารับเราทุกคนที่เชื่อไปอยู่กับพระองค์

เมื่อผมได้ยินอย่างนั้น ผมพูดกับตัวเองว่าผมต้องการพระเจ้าแบบนี้ จึงได้ตัดสินใจต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดในชีวิของผม  หลังจากได้ต้อนรับพระองค์แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ที่เข้ามาอยู่ในใจของผมได้ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงเมื่อผมอ่านพระคัมภีร์พระองค์ช่วยผมให้หลุดจากยาเสพติด เหล้า และการพนัน และผีวิญญาณชั่วก็ไม่สามารถทำอันตรายผมได้ เพราะผู้ที่อยู่ในผมคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นใหญ่และมีอำนาจเหนือกว่าวิญญาณเหล่านั้นที่อยู่ในโลก

ตั้งแต่นั้นมาผมก็อยากรู้จักกับพระเจ้ามากยิ่งขึ้นผมจึงได้ทุ่มเทในการอ่านพระคัมภีร์ ยิ่งอ่านพระคัมภีร์มากขึ้นก็ยิ่งรู้จักพระเยซูคริสต์มากขึ้น ยิ่งรู้จักก็ยิ่งเชื่อในพระองค์มากขึ้น และยิ่งเชื่อ ก็ยิ่งเห็นการอัศจรรย์ที่พระองค์ได้กระทำในชีวิต และผ่านทางชีวิตไปสู่ผู้อื่นมากขึ้น ตลอดเวลาที่ตามพระเยซูคริสต์มา 44 ปี ผมได้เห็นการอวยพรจากพระเจ้าอย่างมากมายในทุกเรื่อง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ และพระองค์ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลย

 

 

ที่จริงปกติผมเอง ผมคิดว่าผมรับใช้อยู่แล้ว ตั้งแต่มาเชื่อพระเจ้า ผมเองเป็นห่วง คนทุกคนเพราะไม่อยากเห็เขาเหล่านั้นต้องตกนรกผมได้ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ เพราะรู้ว่าการไปสวรรค์ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระเจ้านั้นไม่มีทางอื่นนอกจากทางของพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์ได้ตรัสว่า พระองค์เป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิตไม่มีผู้ใดไปถึงพระบิดาได้ นอกจากมาทางพระองค์ การจะไปสวรรค์นั้นมันช่างง่ายจริงๆ เพราะเราไม่ต้องพยายามทำด้วยตัวเราเอง แต่พระเยซูคริสต์เป็นผู้ทำให้เราทั้งหมด

เหตุฉะนั้นการประกาศและการเป็นพยานในชีวิตก็เป็นการรับพระเจ้าอยู่แล้วตามความเข้าใจของผมในเวลานั้น วันหนึ่งได้มีการประชุมอนุชน 10 จังหวัด ภาคกลาง  ซึ่งผมเองได้เป็นประธานอนุชนในเวลานั้น เราได้เชิญอาจารย์ สุข  พงษ์น้อย ซึ่งเป็นนักเทศน์ที่พระเจ้าใช้เป็นอย่างมากในเวลานั้นมาเป็นวิทยากร ก่อนอาจารย์มาเทศน์ท่านอธิษฐานขอต่อพระเจ้าที่จะมีคนหนุ่มสัก 10 คน ที่จะเป็นตัวแทนของท่านในการนำพระกิตติคุณหรือข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูคริสต์ไปประกาศแก่คนในทุกแห่งทั่วประเทศไทย เพราะในช่วงเวลานั้นท่านอาจารย์สุข พงษ์น้อย ได้รู้ตัวว่าท่านเป็นโรคมะเร็ง และรู้ว่าพระเจ้ากำลังจะรับท่านไป แต่ยังมีภาระใจต่อวิญญาณจิตของคนไทยอีกมากมายที่ยังไม่รู้จักกับพระเจ้า ท่านจึงได้ขอผู้ที่จะมาสานต่อเจตนารมณ์ของท่านในการที่จะนำข่าวประเสริฐออกไปทั่วประเทศไทย ในการประชุมวันสุดท้ายท่านได้เชิญชวนคนหนุ่มให้ถวายตัวรับใช้พระเจ้าเต็มเวลา ในช่วงที่ทุกคนก้มศรีษะหลับตาอยู่นั้นพระเจ้าได้สำแดงให้ผมเห็นพระเยซูคริสต์ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขนเพราะพระองค์ทอดพระเนตมาที่ผมแล้วตรัสว่า เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใคจะไปแทนเราเมื่อผมเห็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานพระเยซูคริสต์ให้มาถูกตรึงและยอมตายแทนผม และตรัสกับผมอย่างนั้น ผมจึงยกมือขึ้นและพูดกับพระองค์ว่า ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด ตอนนั้นไม่มีใครเห็นผม แม้นกระทั่งนักเทศน์ก็ไม่ได้เปิดตาดูมือของผม แต่พระเจ้าได้รับผมเป็นเครื่องมือของพระองค์ในการรับการสร้าง รับการทรงนำ และรับการอวยพรโดยทำให้ผมเป็นไปตามคำอธิษฐานของอาจารย์สุข  พงษ์น้อย จนถึงวันนี้

แต่กอ่นถึงวันนี้พระองค์ได้นำผมเรียนจบวิชาพยาบาลศาสตร์ และผมได้สมัครไปเรียนพระคัมภีร์ที่วิทยาลัย พระคริสตธรรมพะเยา 1 ปี และหลังจากนั้นพระเจ้าก็ได้นำให้ผมได้มีโอกาสที่ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ โดยอยู่ที่นั่นเป็นเวาเกือบ 7 ปี ในปีสุดท้ายที่เรียนจบศาสนศาสตร์พระเจ้าก็ได้ทรงเรียกผมอย่างชัดเจนผ่านทางนิมิตที่ผมได้เห็นเหมือนกับอาจารย์เปาโลใน กจ.16 ซึ่งเป็นการร้องเสรียกของชาวมาซิโดเนียให้ไปช่วยวิญญาณจิตของเขา ผมก้ได้รับนิมิตอย่างนั้นเช่นเดียวกัน หลังจากที่ได้เห็นนิมิต ผมจึงได้ตัดสินใจเชื่อฟังโดยเข้ามารับผิดชอบในการสอนอยู่ที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมพะเยา ตั้งแต่ได้เข้ามาสอนจนถึงวันนี้เป็นเวลา 34 ปีพอดี.........

 

 

 

Last Updated on Wednesday, 11 August 2010 11:26